เครื่องทำน้ำเต้าหู้ชูใจยามทุกข์เศร้า

ผ่านพ้นล่วงเลยจากวันที่สำนักพระราชวังประกาศข่าวที่การสวรรคตของในหลวงมาแล้วก็เข้าวันที่ 8 ซึ่งถือว่าชาวไทยต่างก็ยังอยู่ในอาการเศร้าเสียใจกันถ้วนหน้า ดังจะเห็นได้จากร้านอาหาร ร้านกับข้าวทั่วๆไปนั้น ชาวบ้านทั่วๆไปนั้นต่างก็ไม่ออกไปข้างนอกกัน ต่างเก็บตัวเงียบอยู่ที่บ้านกับครอบครัว เปิดโทรทัศน์รับชมภาพวีดีโอจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ซึ่งถ้าเป็นช่วงเวลาที่กำลังจะพิธีสวดพระอภิธรรมก็จะมีการถ่ายทอดสดมาให้ประชาชนทั่วไปได้รับชม ถ้าเป็นนอกเวลาพิธีก็จะเป็นการเผยแพร่ภาพพระกรณียกิจต่างๆของพ่อหลวง มีการฉายสารคดีต่างๆเพื่อให้ประชาชนได้รับชม ซึ่งต้องบอกว่าเป็นการรับชมทีวีที่เต็มไปด้วยความเศร้า ที่ทุกครั้งได้เห็นพระองค์ทรงงานหนัก เพื่อปวงชนชาวไทย ได้เห็นพระองค์ทรงเสด็จไปยังสถานที่ต่างๆโดยที่ต่อให้หาทางจะยากลำบากขนาดไหน จะต้องบุกป่า ฝ่าดง ลงห้วยหนองคลองบึงขนาดไหน พระองค์ก็จะเสด็จไป เพราะว่ายิ่งชาวบ้านนั้นอยู่ไกลสักเท่าไหร่ก็ตาม ก็ยิ่งจะห่างไกลความเจริญ ห่างไกลจากความสะดวกสบาย ยิ่งจะทำให้เดือดร้อนกว่าชาวบ้านที่อยู่ในเมืองอย่างแน่นอน ซึ่งการที่ในหลวงได้ทรงเสด็จไปตาม ดอยต่างๆดังภาพที่ปรากฎในสารคดีนั้นเป็นการบ่งบอกว่า ท่านได้ทรงไปสอนอาชีพ ไปสอนการหารายได้ที่สุจริต ให้เลิกปลูกฝิ่นและหันมาใช้การเกษตรแบบพอเพียง คือรู้จักกิน รู้จักใช้ รู้จักประมาณตนเอง ดังจะได้ยินคำกล่าวที่ว่า “นักการเมืองให้ปลา ส่วนพระราชาให้เบ็จ” แน่นอนว่าเป็นการเปรียบเปรยที่เห็นภาพได้อย่างชัดเจนเลยว่า การจะช่วยเหลือประชาชนนั้น ถ้าเราจะช่วยเค้าให้อยู่รอดแบบถาวรและยั่งยืนนั้นจะต้องสอนให้เค้าทำกิน สอนให้เค้ารู้จักการที่จะได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการอย่างเช่น หากต้องการจะช่วยเหลือให้คนได้มีปลาไว้รับประทาน ถ้าเป็นนักการเมือง หรือคนที่ต้องการมุ่งหวังหาประโยชน์จากคนๆนั้นก็จะมีการนำปลาไปให้เลย เพื่อที่หวังจะรอประโยชน์กับคืนมาสู่ตนเอง ส่วนพ่อหลวงนั้นจะให้คันเบ็ด ซึ่งก็คือจะให้รู้ถึงกระบวนการที่จะหากินได้ โดยที่ใช้ได้ยาวในอนาคต โดยที่ตัวเองก็ไม่เดือดร้อนคนอื่น พึ่งตนเองได้นั่นเอง

และในวันที่ 22 ตุลาคม 2559 ทางสื่อสำนักต่างๆได้มีโอกาสประกาศเชิญชวนให้พสกนิกรชาวไทยที่อยู่ในเมืองไทยที่รักพ่อหลวงของเรานั้นให้พร้อมใจกันไปยังท้องสนามหลวง หน้าพระบรามมหาราชวัง เพื่อที่จะได้ร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี โดยที่จะมีวงออเครสต้าชื่อดังของประเทศไทยนั้นมาเล่นให้ และจะมีท่านมุ้ย หม่อมเจ้าชาตรี เฉลิม ยุคล  ซึ่งเป็นผู้กำกับชื่อดัง มาทำการบันทึกภาพวีดีโอเพื่อที่จะนำไปทำเป็นมิวสิควีดีโอเพลงสรรเสริญพระบารมีเพื่อที่จะทำเข้าฉายในโรงภาพยนตร์นั่นเอง    ซึ่งถ้าใครที่มีโอกาสได้เข้าโรงภาพยนตร์ก็จะพบว่า ก่อนที่ภาพยนตร์จะฉายนั้นจะมีเพลงสรรเสริญพระบารมีแล้วทุกคนนั้นก็จะลุกขึ้นร้องเพลงนี้ทุกครั้งไป ซึ่งแน่นอนว่าวีดีโอนี้แหละที่จะถูกนำไปฉายในทุกๆรอบและทุกๆโรงภาพยนตร์นั่นเองความยิ่งใหญ่นั้นก็อยู่ที่จำนวนคนที่มาที่ท้องสนามหลวงนี่แหละ รวมๆแล้วนั้นต้องถือว่าเป็นหลักแสนคนก็ว่าได้ ถ้าคนที่มีโอกาสได้ไปร่วมในงานครั้งนี้นะ  ด้วยอากาศที่ร้อนมากในช่วงเที่ยงพอดี และไม่มีลมพัดมาเลย แดดระอุอุณหภูมิก็ถึงขึ้นระดับเกือบ 40 องศา ด้วยความร้อนขนาดนี้ ทั้งร่มทั้งหมวกก็แทบจะป้องกันไว้ไม่อยู่ แต่สิ่งที่เราพบกลับเป็นน้ำใจ ความร่วมมือ ความเอื้อเฟื้อเพื่อแผ่กัน โดยที่ต่างคนต่างก็ช่วยๆกัน ไม่ว่าจะเป็นการนำอาหารมาแบ่งปันกัน มีการนำน้ำดื่มมาแบ่งให้กับคนอื่นๆ มีการนำพัดมาแจกให้กับคนที่ร้อนช่วยให้คลายร้อน มีอาสาสมัครที่เป็นนักเรียน นักศึกษาเดินถือถุงขยะ ช่วยกันเก็บช่วยกันทำ ไม่ทำให้พื้นสนามนั้นต้องสกปรก มีการอาสาจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งพนักงานของกทม อาสากู้ภัยต่างๆ มาช่วยดูแลคนที่ป่วยคนที่เป็นลม มีการนำแอมโมเนียมาเตรียมไว้ให้กับคนที่ยืนตากแดดนานๆ แล้วรู้สึกหน้ามืด เวียนหัว เป็นลม โดยที่ทุกคนนั้นมาทำหน้าที่ของตัวเองด้วยหัวใจ ทำหน้าที่โดยที่ไม่ได้ตังเลยแม้แต่บาทเดียวด้วยซ้ำ แน่นอนว่าภาพที่ได้เห็นจากการถ่ายทอดทางโทรทัศน์นั้นช่างเป็นภาพที่วิเศษมากเลยทีเดียว ผู้คนจำนวนแสนคนยืนร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีพร้อมๆกัน ทำหน้าที่ลูกเพื่อร้องเพลงนี้ให้พ่อที่อยู่บนสวรรค์ได้ฟัง สำนักข่าวทั้งไทยและต่างประเทศนั้นต่างก็มาทำข่าวกันอย่างหนาแน่น มีการ Live Stream ไปยังทั่วโลกเพื่อให้คนไทยและคนที่รักในหลวงได้รับชมความยิ่งใหญ่ และความรักอันเปี่ยมล้นที่คนไทยมีต่อในหลวงนั่นเอง

สิ่งที่คนไทยควรที่จะทำหลังจากนี้ก็คงจะเป็นการนำหลักคนสอนต่างๆของพ่อที่เคยสอนไว้ ให้ลูกๆทุกคนนำไปปฎิบัติ นำไปต่อยอดในการดำรงชีวิต เพื่อที่จะได้มีชีวิตที่มีความสุขในแบบพอเพียง คือไม่ทำอะไรที่เกินตัว ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือนก็ให้รู้จักประมาณตนเอง มีรายได้แค่ไหน ก็ใช่จ่ายแค่นั้น ที่เหลือก็เป็นเงินเก็บไป ส่วนหากเป็นเกษตรกรชาวไร่ ชาวสวน ก็เช่นกันคือ ทำแต่พอเพียงในพื้นที่ของเรา ตรงไหนเหลือก็ให้เน้นทำให้เกิดประโยชน์เช่น ทำนา ข้างๆก็อาจจะมีการขุดบ่อเพื่อเลี้ยงปลา และก็อาจจะมีการปลูก พริก มะนาว กะเพรา เพื่อไว้เป็นผักสวนครัวรั้วกินได้ นั่นเอง แน่นอนว่าถ้าเรามีเพียงเท่านี้เราก็อยู่กินได้อย่างสบายแล้ว ไม่ต้องไปหาซื้อให้ลำบาก อยากกินพริก กินปลาเราก็มีของเราเองแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปกินที่ห้างให้หรูหราอะไรเลย แถมสิ้นเปลืองเปล่าๆ นอกจากนี้พระองค์ท่านยังสอนให้เรารู้จักหาเพิ่ม ซึ่งการหาเพิ่มในทีนี้ก็คือการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ให้รู้ว่าเวลาไหนควรจะทำ เวลาไหนควรจะพักผ่อนนั่นเอง คราวนี้มาลองดูกันว่าการหาเพิ่มนั้นจะทำได้ด้วยวิธีการใดบ้าง แน่นอนว่าถ้าเรามีเครื่องทำน้ำเต้าหู้ เราก็จะสามารถที่จะหารายได้เพิ่มได้จากเครื่องทำน้ำเต้าหู้กันแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าเรานั้นจะต้องไปหาซื้อเครื่องทำน้ำเต้าหู้มาแล้วสักเครื่องเพื่อที่จะนำเจ้าเครื่องทำน้ำเต้าหู้นี้ไปประกอบอาชีพขายน้ำเต้าหู้ตามสถานที่ต่างๆนั่นเอง คราวนี้แหละเมื่อเรามีเครื่องทำน้ำเต้าหู้เราจะต้องมองหาทำเลที่เหมาะสมกับเราที่เรานั้นจะไปตั้งขายน้ำเต้าหู้ได้ นั่นก็คือจะต้องเป็นทำเลที่มีผู้คนพลุกพล่านพอสมควร และเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะขายน้ำเต้าหู้นั้นก็จะต้องเป็นเวลาตอนเช้าตรู่ เพราะเนื่องจากว่าเวลาเช้านั้นเป็นเวลาที่เหมาะอย่างยิ่งที่จะรับประทานน้ำเต้าหู้นั่นเอง โดยที่รับประทานเป็นอาหารเช้าเลยก็ได้ หรือจะรับประทานรองท้องไว้ก่อนเพื่อที่จะได้รับประทานอาหารเช้าตอนสายๆก็ได้เช่นกัน ด้วยความที่เครื่องทำน้ำเต้าหู้นั้นมีขนาดไม่ใหญ่มาก ทำให้เรานั้นสามารถที่จะพกเครื่องทำน้ำเต้าหู้ไปที่ไหนก็ได้ ไปขายที่ไหนก็ได้เช่นกัน และด้วยราคาที่ไม่ได้แพงอะไรมากของเครื่องทำน้ำเต้าหู้นั้นจึงส่งผลให้หากใครที่กำลังมองหารายได้เสริม หรืออาชีพเสริมเพื่อที่จะนำเงินรายได้ไปจุนเจือครอบครัวแล้วล่ะก็ เครื่องทำน้ำเต้าหู้ถือว่าเป็นคำตอบที่ดีได้เลยเชียว เหมาะกับการลงทุนเป็นอย่างมาก รับลองได้เลยว่าถ้าลงทุนกับเครื่องทำน้ำเต้าหู้แล้วนั้น โอกาสที่จะคืนทุนกลับมาก็ไวมากๆเช่นกัน ขอเพียงอย่างเดียวนั่นก็คือเรื่องของความขยัน มานะอดทนั่นเอง เพราะถ้าเราไม่อดทนแล้ว เราไปไม่รอดอย่างแน่นอน เพราะการทำธุรกิจค้าขายนั้น จะต้องมีความตั้งใจจริงและอดทนเพื่อที่จะได้ไปให้ถึงเป้าหมายหรือยอดขายที่เราตั้งใจไว้นั่นเอง

Add a Comment